วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

อาจารย์เจษฎาแจง ภาพเด็กผิวเป็นปุ่มปม อ้างถูกแมลงหางกระดกต่อย แท้จริงเด็กเป็นโรคพันธุกรรม

วันนี้ (21ก.ค.) เป็นเรื่องราวที่ชาวสังคมออนไลน์ต่างพากันตื่นตระหนก เมื่อมีผู้นำภาพเด็กอ่อนคนหนึ่งที่มีปุ่มปมตามใบหน้ามาเผยแพร่ ซึ่งผู้โพสต์ภาพระบุว่า เด็กถูกแมลงหางกระดกต่อย ทำให้ผิวหนังเป็นเช่นนี้
page
ล่าสุด อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ นักวิชาการวิทยาศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Jessada Denduangboripant” แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
“เด็กในภาพเป็นโรคพันธุกรรม ไม่ได้โดนแมลงหางกระดกต่อยครับ ภาพน่ากลัวนี้ (ของจริงเป็นภาพสี) เตือนให้ระวังไม่ให้แมลงในรูปต่อย ไม่อย่างนั้นก็อาจจะเป็นอย่างเด็กในภาพ
ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ แม้แมลงหางกระดกจะมีพิษแรง ต่อยทีแสบไปนาน และคนที่แพ้ก็อาจจะเป็นแผลอักเสบได้ แต่อาการมันไม่ได้รุนแรงแบบเด็กในรูป
โพสต์นี้จริง ๆ ถูกแปลมาจากการแชร์หลอกลวงกันในอินโดเนเซีย แต่รูปเด็กคนนี้จริง ๆ เป็นเด็กไทย ซึ่งมาจากเพจ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ตั้งแต่ 19 พ.ค. 57 ซึ่งเด็กเป็นโรคบางอย่างและคุณบิณฑ์ไปช่วย
ส่วนโรคที่เป็นนั้น ทางคุณหมอจากเพจในอินโดนีเซียวิเคราะห์ว่า เป็นโรคผิดปกติทางพันธุกรรม ที่ส่งผลต่อผิวหนัง ที่ชื่อว่า Linear Nevus Sebaceous Syndrome หรือไม่ก็โรคพันธุกรรมอีกโรคที่ชื่อ epidermodysplasia verruciformis ทำให้ผิวเป็นปุ่มปมได้ง่ายถ้าติดเชื้อไวรัส”

การเลือกอาหารให้เหมาะสมกับวัย(แรกเกิด-1ขวบ)

อาหารเป็นแหล่งรวบรวมสารอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกาย และบำรุงสมอง ทารกแรกเกิด-6 เดือนควรได้รับน้ำนมจากมารดามากที่สุด เพราะนมแม่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างภูมิคุ้มกันในเด็ก หากเป็นไปได้ คุณแม่ควรให้นมแก่ลูกน้อยไปจนครบขวบปีหรือมากกว่าถือเป็นเรื่องดี และถ้าให้ควบคู่กับอาหารสำหรับเด็กตามวัยอย่างเหมาะสมแล้ว เด็กจะมีสุขภาพที่เติบโตสมวัยและมีภูมิคุ้มกันโรคที่ได้รับจากน้ำนมแม่อีกด้วย..

เมื่อทารกมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป คุณแม่ควรเริ่มให้ทานอาหารเสริมเพื่อให้เด็กได้ปรับตัวจากน้ำนมแม่เป็นอาหารเสริม รับพลังงานและสารอาหารที่จำเป็นบางชนิดจากอาหารเสริม อาทิ โปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม สังกะสี วิตามินเอ ไอโอดีน เป็นต้น เพื่อให้ลูกน้อยเจริญเติบโตสมวัย หากให้อาหารเสริมกับลูกช้าเกินไปลูกอาจจะปฏิเสธที่จะรับประทานอาหารสำหรับคนโตได้ การให้อาหารตามวัยสำหรับทารกที่มีคุณภาพและปริมาณเหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพของทารก ซึ่งจะมีผลต่อร่างกายและสติปัญญาในระยะยาวได้

ปัญหาหนึ่งสำหรับการจัดอาหารสำหรับทารกคือ ภาวะเศรษฐกิจ ความเชื่อที่ผิด และความไม่รู้ของบุคคลในครอบครัว ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่สินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาแพง อย่างนมผงสำหรับเด็กที่มีราคาสูงทำให้ผู้ปกครองไม่สามารถซื้อได้ จึงตัดสินใจผสมนมข้นหวานกับน้ำสะอาดให้เด็กดื่มแทน สารอาหารจากนมผงสำหรับเด็กและนมข้นหวานผสมน้ำสะอาดก็แตกต่างกันมากแล้ว ปริมาณน้ำตาลก็แตกต่างเช่นกัน



การจัดเมนูอาหารสำหรับทารกให้เหมาะสมกับวัย ยกตัวอย่างคือ
เด็กช่วงอายุ 6-8 เดือน เป็นช่วงที่ต้องให้ลูกได้ฝึกการบดเคี้ยว อาหารที่จัดให้ลูกได้ทานต้องมีความเหลวใกล้เคียงกับน้ำนมแม่ แต่ยังสามารถบดเคี้ยวได้บ้าง เช่น ข้าวบดต้มกับไข่แดงและตำลึง
เด็กช่วงอายุ 9-11 เดือน อาหารที่จัดเตรียมเริ่มมีลักษณะคล้ายข้าวต้มหรือบดหยาบ ๆ ผสมกับอาหารที่เคี้ยวง่ายอย่างไข่ ตำลึง แครอท เป็นต้น


ควรจัดอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ ประมาณ 1 ถ้วยเล็กๆ และระหว่างป้อนอาหารพึงระวังว่าเด็กจะสนใจสิ่งรอบข้างมากกว่าจนไม่ยอมทานอาหาร ควรปรับให้เด็กสนใจการทานอาหารที่ละน้อย มีกรณีที่เด็กให้ความสนใจสิ่งอื่นมากกว่าจนทานอาหารเสริมไม่หมด แต่ภายหลังเด็กจะร้องโยเยเพราะยังไม่อิ่ม โดยที่คุณแม่อาจไม่รู้ จึงควรระวังจุดนี้ด้วย..